รับตรวจสอบโครงสร้างอาคาร

        บริการตรวจสอบโครงสร้างอาคารเป็น  กระบวนการตรวจสอบความคงทนและความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารที่กำลังใช้งาน โดยช่วยให้เจ้าของอาคารทราบถึงสภาพความเสียหายหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

        ตรวจสอบอาคารเพื่อหาสาเหตุและ    ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปซ่อมแซมหรือเสนอแนวทางให้แก่ผู้รับเหมา

        ตรวจสอบอาคารเพื่อรับรองการใช้อาคาร ภายใต้เงื่อนไขค่ากำลังของอาคารในปัจจุบัน

        ตรวจสอบอาคารเพื่อดัดแปลงหรือเพิ่มน้ำหนักอาคารเพื่อยื่นขออนุญาติดัดแปลงอาคารว่าอาคารปัจจุบันสามารถรับนักหนักที่เพิ่มเข้ามาได้หรือไม่ 

 ปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายโดยวิศวกรระดับสามัญ 

ติดต่อโทร. 0859184539 0944914256  0982467696 

0827189872 

 

  •  

  •  

ทำไมต้องตรวจสอบโครงสร้างอาคาร?

  • เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน: การตรวจสอบโครงสร้างอาคารช่วยให้มั่นใจว่าอาคารมีความคงทนและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานทั้งในสภาพปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • ตรวจสอบอาคารที่เปลี่ยนแปลงการใช้งานและรับรองโดยวิศวกร

  • ตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างอาคารเพื่อความมั่นใจของผู้ใช้งาน

  • ลดความเสี่ยงของภัยพิบัติ: การตรวจสอบเป็นการพบและแก้ไขปัญหาทางโครงสร้างก่อนที่จะเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น การเกิดสนิมของโครงสร้างอาคาร หรือพบเจอความผิดปกติของโครงสร้าง

  • ประหยัดค่าใช้จ่าย: การตรวจสอบโครงสร้างช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายหรือความผิดพลาดที่อาจต้องใช้งบประมาณในการซ่อมแซมและปรับปรุงในระยะยาวที่โครงสร้างอาคารเกิดวิบัติ

  • ตรวจจับปัญหาทันเวลา: การตรวจสอบที่สม่ำเสมอช่วยตรวจสอบสภาพโครงสร้างและเส้นทางของปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดความเสียหายที่รุนแรง

  • รักษามาตรฐานความพร้อมใช้งาน: การตรวจสอบเป็นกระบวนการที่ช่วยให้โครงสร้างอาคารรักษามาตรฐานความพร้อมใช้งานและควบคุมความเสี่ยงในระยะยาว

ทำไมต้อง JNP CONSTRUCTION

พวกเรามุ่งหวังให้บริษัทเรายึดมั่นอยู่ในการบริหารกิจการอย่างยั่งยืน โปร่งใส มีความยุติธรรมต่อลูกค้าโดยให้บริการคุณภาพสูงเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจโดยยึดหลักตามหัวข้อดังนี้

Dashboard ข้อมูลปัญหาโครงสร้าง

Dashboard: เจาะลึกปัญหาโครงสร้าง

สาเหตุหลัก: "คน" และ "ความชื้น"

ข้อมูลชี้ชัดว่าสาเหตุหลักมาจากสองปัจจัยสำคัญเท่าๆ กัน คือ การต่อเติมโดยไม่ปรึกษาวิศวกร (40%) และปัญหาการเสื่อมสภาพจาก ความชื้นและอายุการใช้งาน (40%)

ประเภทงานซ่อมที่พบบ่อย

ปัญหา "โครงสร้างเป็นสนิม" เป็นงานที่พบบ่อยที่สุด ตามมาด้วยการซ่อมแซมจากการ "เปลี่ยนแปลงการใช้งาน"

ดัชนีค่าใช้จ่าย: ซ่อมวันนี้ ถูกกว่าวันหน้า

กราฟแสดงดัชนีค่าซ่อมโครงสร้างย้อนหลัง 10 ปี ซึ่ง เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่า ค่าก่อสร้างทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

เทียบความเสี่ยง: อาคารเก่า vs ใหม่

อาคารใหม่ มีความเสี่ยงสูงจากการต่อเติมผิด ในขณะที่ อาคารเก่า มีความเสี่ยงสูงจากการเสื่อมสภาพ

วิธีการตรวจสอบอาคาร

การตรวจสอบโครงสร้างอาคารโดยวิธี Visual Inspection 

เป็นกระบวนการตรวจสอบสภาพและความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ด้วยเครื่องมือพื้นฐานเท่านั้น จะไม่รวมถึงการทดสอบที่อาศัยเครื่องมือพิเศษเฉพาะทาง (ไม่เข้าไปตรวจในจุดที่เสี่ยงภัยหรือเป็นอันตราย) โดยการตรวจสอบโครงสร้างอาคารด้วยวิธี visual inspection ยังสามารถช่วยในการตรวจสอบสภาพของโครงสร้าง การค้นหาความเสียหาย การวิเคราะห์ความต้องการซ่อมแซม และการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การตรวจสอบสภาพภายนอกอาคาร (Geometry Survey)

ตรวจสอบทางกายภาพ (Geometry Survey)

ารตรวจสอบทางกายภาพ (Geometry Survey) เป็นกระบวนการสำคัญในการประเมินความถูกต้องของมิติเชิงโครงสร้างของอาคารหรือองค์ประกอบต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือวัดที่มีความแม่นยำสูง เช่น กล้อง Total Station หรือเครื่องวัดระยะเลเซอร์ เพื่อเก็บข้อมูลตำแหน่ง ขนาด ระดับ และความเอียงของโครงสร้าง เปรียบเทียบกับแบบก่อสร้างที่กำหนดไว้ 

ตรวจสอบค่าต่างระดับ และอัตราการทรุดตัวของอาคาร (Elevation Survey)

ตรวจสอบค่าระดับ และอัตราการทรุดตัวของอาคาร (Elevation Survey)

การตรวจสอบระดับและอัตราการทรุดตัวของอาคาร (Elevation Survey) เป็นกระบวนการสำรวจระดับเชิงพื้นที่ของจุดต่าง ๆ บนโครงสร้าง เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับพื้นหรือองค์ประกอบโครงสร้างเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานหรือค่าระดับเดิมที่บันทึกไว้ โดยใช้เครื่องมือสำรวจระดับ เช่น Automatic Level หรือ Digital Level เพื่อให้ได้ค่าความสูงเชิงเปรียบเทียบที่แม่นยำ การตรวจวัดนี้สามารถใช้ในการติดตามพฤติกรรมการทรุดตัวของอาคารในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อประเมินอัตราการทรุด และระบุจุดที่อาจมีการเคลื่อนตัวมากผิดปกติ ซึ่งมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ความมั่นคงของโครงสร้าง และการวางแผนแก้ไขในเชิงวิศวกรรมต่อไป

ขุดดิน และสำรวจฐานราก (Foundation Inspection)

การตรวจสอบสำรวจฐานราก (Foundation Inspection)

การขุดดินและสำรวจฐานราก (Foundation Inspection) เป็นกระบวนการตรวจสอบสภาพของฐานรากที่ฝังอยู่ใต้ดิน โดยทำการเปิดหน้าดินในตำแหน่งที่ต้องการตรวจสอบ เพื่อให้สามารถประเมินขนาด รูปร่าง ระดับความลึก ตำแหน่ง และสภาพทางกายภาพของฐานรากจริงเมื่อเทียบกับแบบก่อสร้างที่กำหนดไว้ การตรวจสอบนี้มักใช้กับงานประเมินโครงสร้างอาคารเดิม หรืองานซ่อมแซมและเสริมฐานราก โดยจะพิจารณาทั้งลักษณะโครงสร้าง (เช่น ฐานรากแผ่ หรือฐานรากเสาเข็ม) รวมถึงสภาพผิวของคอนกรีต การแตกร้าว การกัดเซาะ หรือร่องรอยการเคลื่อนตัว การดำเนินการต้องควบคุมความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และมักควบคู่กับการสำรวจชั้นดินเพื่อประกอบการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมในภาพรวม

ตรวจสอบค่ากำลังอัดของคอนกรีต (Schmidt Hammer Test)

ตรวจสอบค่ากำลังอัดของคอนกรีต (Schmidt Hammer Test)

การตรวจสอบค่ากำลังอัดของคอนกรีตด้วยเครื่อง Schmidt Hammer (Schmidt Hammer Test) เป็นวิธีการทดสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Test: NDT) เพื่อประเมินค่ากำลังอัดของคอนกรีตในโครงสร้างที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว โดยอาศัยหลักการกระเด้งกลับของลูกสูบภายในเครื่องหลังจากกระแทกพื้นผิวคอนกรีต ซึ่งค่าการเด้งกลับ (Rebound Number) จะสัมพันธ์กับความแข็งแรงของคอนกรีต ณ ตำแหน่งนั้นๆ การทดสอบควรทำบนพื้นผิวที่สะอาด แห้ง และไม่มีการแตกร้าว โดยทำการทดสอบหลายจุดเพื่อหาค่าเฉลี่ยที่แทนค่ากำลังอัดโดยรวม วิธีนี้เหมาะสำหรับการประเมินเบื้องต้นและใช้ประกอบการวิเคราะห์สภาพโครงสร้าง แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันค่ากำลังอัดแทนการทดสอบตัวอย่างลูกปูนได้ในทางกฎหมายหรือมาตรฐานวิชาชีพ

การตรวจสอบค่ากำลังอัดเจาะเก็บแท่งตัวอย่างคอนกรีต (Core Sampling)

การตรวจสอบค่ากำลังอัดโดยการเจาะเก็บแท่งตัวอย่างคอนกรีต (Core Sampling)

การตรวจสอบค่ากำลังอัดโดยการเจาะเก็บแท่งตัวอย่างคอนกรีต (Core Sampling) เป็นวิธีการทดสอบที่ให้ผลแม่นยำสูงและเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานวิชาชีพ สำหรับใช้ประเมินค่ากำลังอัดของคอนกรีตที่หล่อแล้วในโครงสร้างจริง โดยทำการเจาะตัวอย่างคอนกรีตรูปทรงกระบอกออกจากตำแหน่งที่ต้องการตรวจสอบ แล้วนำไปทดสอบการรับแรงอัดในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน เช่น ASTM C42 หรือ มยผ.1311/45 การเลือกตำแหน่งเจาะต้องพิจารณาด้านโครงสร้าง ความปลอดภัย และไม่กระทบต่อการใช้งานอาคาร ทั้งนี้ต้องมีการบันทึกขนาด ตำแหน่ง และสภาพโดยรอบอย่างชัดเจน หลังการทดสอบควรมีการสรุปผลเปรียบเทียบกับค่าที่ออกแบบไว้ เพื่อใช้ประกอบการประเมินความมั่นคงของโครงสร้างและการวางแผนซ่อมแซมหากจำเป็น

การตรวจสอบค่าความแข็งของเหล็กเสริม (Hardness Test) เพื่อหากำลังดึงเหล็กเสริม
การตรวจสอบค่าความแข็งของเหล็กเสริม (Hardness Test)
 

การตรวจสอบค่าความแข็งของเหล็กเสริม (Hardness Test) เพื่อหาค่ากำลังดึง เป็นวิธีการประเมินสมบัติทางกลของเหล็กเสริมโดยใช้เครื่องมือวัดความแข็ง เช่น เครื่องวัดแบบ Rockwell, Brinell หรือ Vickers ซึ่งค่าความแข็งที่ได้สามารถนำไปประมาณค่ากำลังดึง (Tensile Strength) ของเหล็กได้ตามความสัมพันธ์ทางสถิติที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานวิศวกรรม วิธีนี้เหมาะสำหรับกรณีที่ไม่มีตัวอย่างทดสอบแรงดึงโดยตรง หรือต้องการตรวจสอบวัสดุเหล็กเสริมในโครงสร้างที่ก่อสร้างแล้ว การตรวจสอบด้วยวิธีนี้ช่วยให้สามารถประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของเหล็กเสริมในการรับแรงภายใต้การใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ตรวจสอบตำแหน่งและขนาดเหล็กเสริม (Ferro Scan / Covermeter Test)
ตรวจสอบตำแหน่งและขนาดเหล็กเสริม (Ferro Scan / Covermeter Test)
 

การตรวจสอบตำแหน่งและขนาดเหล็กเสริมด้วยเครื่องมือ Ferro Scan หรือ Covermeter Test เป็นวิธีการสำรวจแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing) เพื่อระบุพิกัด ความลึก และจำนวนของเหล็กเสริมภายในโครงสร้างคอนกรีต เครื่องมือจะส่งสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อตรวจจับตำแหน่งเหล็กเสริมใต้ผิวคอนกรีต โดยแสดงผลเป็นแผนที่หรือตัวเลขค่าความหนาคลุมเหล็ก (cover) รวมถึงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเสริม วิธีนี้ช่วยในการวิเคราะห์ความถูกต้องของแบบแปลนเทียบกับงานก่อสร้างจริง ประเมินความปลอดภัย และวางแผนการซ่อมแซมหรือเสริมกำลัง โดยไม่จำเป็นต้องทำลายโครงสร้าง ทำให้ประหยัดเวลาและลดความเสียหายแก่โครงสร้างเดิม

ตรวจสอบค่าความเป็นกรด-ด่างของผิวคอนกรีต (Carbonation Test)
ตรวจสอบค่าความเป็นกรด-ด่างของผิวคอนกรีต (Carbonation Test)
 

การตรวจสอบค่าความเป็นกรด-ด่างของผิวคอนกรีต (Carbonation Test) เป็นกระบวนการประเมินระดับการแทรกซึมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เข้าสู่เนื้อคอนกรีต ซึ่งส่งผลให้ค่าความเป็นด่าง (pH) ของคอนกรีตลดลงจากปกติ การทดสอบมักใช้สารละลายฟีนอลฟทาลีน (Phenolphthalein) ฉีดพ่นลงบนผิวคอนกรีตที่ต้องการตรวจสอบ โดยสีชมพูหรือม่วงแสดงถึงพื้นที่ที่ยังคงมีสภาพเป็นด่าง (pH > 9) ส่วนพื้นที่ที่ไม่เปลี่ยนสีบ่งชี้ถึงการเกิดการคาร์บอเนชัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เหล็กเสริมภายในคอนกรีตเกิดการกัดกร่อน การตรวจสอบนี้จึงมีความสำคัญในการประเมินสภาพและอายุการใช้งานของโครงสร้างคอนกรีต เพื่อวางแผนซ่อมแซมหรือป้องกันการเสื่อมสภาพได้อย่างเหมาะสม

เจาะดินและวิเคราะห์ข้อมูลชั้นดิน (Soil Boring and Testing)
ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Pile Integrity Test / Seismic Test)
 

การตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Pile Integrity Test หรือ Seismic Test) เป็นวิธีทดสอบแบบไม่ทำลายเพื่อประเมินสภาพและคุณภาพของเสาเข็มที่ฝังอยู่ใต้ดิน โดยใช้คลื่นแรงสั่นสะเทือนหรือคลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านเสาเข็มแล้ววัดการสะท้อนกลับของคลื่นนั้น เทคนิคนี้ช่วยตรวจจับความบกพร่อง เช่น รอยแตก รอยแยก ช่องว่าง หรือส่วนที่ฐานเสาเข็มไม่ได้ยึดเกาะกับชั้นดินอย่างเหมาะสม ข้อมูลที่ได้จะนำมาใช้ประเมินความมั่นคงและความสามารถรับน้ำหนักของเสาเข็ม การทดสอบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบคุณภาพงานฐานรากโดยไม่ต้องรื้อถอนโครงสร้าง ลดความเสี่ยงและต้นทุนจากปัญหาฐานรากในระยะยาว

การเจาะดินและวิเคราะห์ข้อมูลชั้นดิน (Soil Boring and Testing) เป็นกระบวนการสำคัญในการสำรวจทางธรณีเทคนิคเพื่อประเมินคุณสมบัติและลักษณะของชั้นดินในพื้นที่ก่อสร้าง โดยใช้เครื่องมือเจาะดินเจาะเก็บตัวอย่างดินในระดับความลึกต่าง ๆ เพื่อนำตัวอย่างไปทดสอบทางห้องปฏิบัติการ เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกล และความชื้นของดิน ข้อมูลที่ได้ช่วยในการออกแบบฐานราก การวางแผนก่อสร้าง และการประเมินความเสถียรของพื้นที่ ตลอดจนการวิเคราะห์ปัญหาการทรุดตัวหรือการเคลื่อนตัวของดิน เพื่อให้โครงการก่อสร้างมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานวิศวกรรม
เจาะดินและวิเคราะห์ข้อมูลชั้นดิน (Soil Boring and Testing)
 

การเจาะดินและวิเคราะห์ข้อมูลชั้นดิน (Soil Boring and Testing) เป็นกระบวนการสำคัญในการสำรวจทางธรณีเทคนิคเพื่อประเมินคุณสมบัติและลักษณะของชั้นดินในพื้นที่ก่อสร้าง โดยใช้เครื่องมือเจาะดินเจาะเก็บตัวอย่างดินในระดับความลึกต่าง ๆ เพื่อนำตัวอย่างไปทดสอบทางห้องปฏิบัติการ เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกล และความชื้นของดิน ข้อมูลที่ได้ช่วยในการออกแบบฐานราก การวางแผนก่อสร้าง และการประเมินความเสถียรของพื้นที่ ตลอดจนการวิเคราะห์ปัญหาการทรุดตัวหรือการเคลื่อนตัวของดิน เพื่อให้โครงการก่อสร้างมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานวิศวกรรม

การทดสอบแบบ Parallel Seismic Instrument (PSI)
การทดสอบแบบ Parallel Seismic Instrument (PSI)
 

การทดสอบแบบ Parallel Seismic Instrument (PSI) เป็นเทคนิคการสำรวจธรณีเทคนิคที่ใช้เครื่องมือวัดคลื่นไหวสะเทือนหลายตัวพร้อมกันในแนวขนาน (parallel) เพื่อเก็บข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนทั้งในแนวดิ่งและแนวราบของชั้นดินหรือโครงสร้างใต้ดิน โดยมีจุดประสงค์หลักในการวิเคราะห์คุณสมบัติทางกลของดิน เช่น ความเร็วคลื่นตัด (Shear Wave Velocity, Vs) และการตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือน เทคนิค PSI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูล 

ตัวอย่างการตรวจสอบ

การตรวจสอบพื้น

จากรูปพื้นที่แสดง เป็นสนิมเป็สัญญาณที่อาจแสดงถึงความเสียหายหรือปัญหาในโครงสร้างอาคารโดยเกิดจากพื้นด้านบนเป็นดาดฟ้าและนำขัง การตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญในระยะเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้รักษาความปลอดภัยอาคารได้ตามที่กำหนดไว้

การตรวจสอบคาน

การพบท้องคานที่เป็นสนิมจนทำให้คอนกรีตแตกเป็นสัญญาณที่สำคัญในการตรวจสอบโครงสร้างอาคาร การรักษาและซ่อมแซมคานเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพเพิ่มเติมจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้โครงสร้างยังคงมีความแข็งแรงและปลอดภัยสำหรับการใช้งานต่อไป

การตรวจสอบเสา

การพบเสาที่คอนกรีตแตกเป็นสัญญาณที่เตือนให้เราตรวจสอบและปรับปรุงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน จากรูปเสาที่แสดง เกิดจากแรงดันดินที่ไม่เท่ากันทำให้เสาเกิดความเสียหาย การตรวจสอบและการซ่อมแซมเสาเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย

ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร

การตรวจสอบโครงสร้างเหล็ก

การพบโครงสร้างเหล็กที่เป็นสนิมเนื่องจากอยู่ใกล้เคมีเป็นตัวอย่างที่ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสภาพและการรักษาอย่างต่อเนื่อง เคมีที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างเหล็กสามารถทำลายความแข็งแรงของโครงสร้างได้ ดังนั้น การตรวจสอบและการป้องกันการสนิมในโครงสร้างเหล็กจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้โครงสร้างยังคงมีความปลอดภัย

การตรวจสอบรอยร้าว

การตรวจสอบรอยร้าวเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากสาเหตุ และปัจจัยต่างๆเช่น การรับน้ำหนัก การทรุดตัวของอาคาร การเกิดสนิม

 

การตรวจสอบความสมบูรณ์ของตอม่อและฐานรากอาคาร

ความสมบูรณ์ลักษณะทางกายภาพของตอและฐานเป็นส่วนที่สำคัญในการรับน้ำหนักและแรงกระทำของอาคารทั้งหมด ดังนั้น กระบวนการตรวจสอบความสมบูรณ์ลักษณะทางกายภาพของตอและฐานรากอาคารจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าฐานรากอาคาร มีความคงทนและความปลอดภัยของอาคารในระยะยาว 

ติดต่อ

    วิศวกรอัจฉริยะ JNP

    สวัสดีครับ! ผมคือวิศวกร AI จาก JNP Construction 👷‍♂️
    ผมเชี่ยวชาญด้าน การตรวจสอบโครงสร้าง และ ตรวจสอบอาคารประจำปี (ร.1) ตามกฎหมาย
    มีข้อสงสัยเรื่องกฎหมาย 32 ทวิ หรือการเสริมฐานราก สอบถามได้เลยครับ ✨